วันพุธที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2566

ลิเทล6(มิใช่สีเทาดแต่มาลงที่นี่เพราะกันเนตล้มนจา"นิยายในเด็กดี.คอม "เขียนแในช่วงสงครามยูเครน

ลิเทล6(11407)
ทันใดนนั้น
         เธอนั่งก้มกองยองแล้วค่อยๆพูด
ค่อยพูดออกมาด้วยเสียงสั่นเครือและ
จับมือสองข้างของมิคานไว้
ตอนนั้นมิคาาอยู่ในท่ายืน
       หน้าเธอตอนนี้อยู่ตรงหน้าอวัยวะเพศที่เรียกว่า"ควย ศัพท์แสลง=cock= a g us=pinius)ของลอร์ดมิคานพอดี
         มิคานคิดอยู่ในใจว่า"เธอคงจะไม่มีมุขตลกอะไรเกินไปกว่าจับมือแน่นอนนะ่ เพราะมิคานมนใจไม่ชอบอะไรที่ไปไกลกว่านี้นอกจากเมียบนเตียงนอน" แต่เปล่าหรอกมิคานคิดมากไปเอง เธอมิได้มีเจตนาคิดอะไรลึกถึงขนาดนั้น

     และแล้วก็จริง  ที่เธอไม่คิดทำอะไร?  จริงๆแล้วลอร์ดมิคานกลั้วกลัวแทบตาย คือกลัวว่าเหตุประหลาดทางเพศจะเกิดขึ้น มิใช่เหตุฆาตกรรมลับๆอะไรที่กลัว แต่ถ้าเกิดมีจริงมิคานจะวิ่งเข้าห้องน้ำที่อยู่ใกล้ๆแล้วปิดประตูเอาไว้ ใครจะไปรู้เพราะเกิดอาการผีผเช้าหล่อนขึ้นมาแบบวรรณกรรมในหนังเรื่องเอดโซซิส(exorcist)
    แต่เดชะบุญไม่เกิด"มโนธรรมนั้นมีจริง""มิคานคิดพึมพำอยู่ในใจ สรุปเป็นที่โชคดีไปที่ไม่มีอะไรเกิดนอกจากที่บอก และท้ายที่สุดได้ผลสรุปว่า
"ลอร์ดน้อยๆชื่อว่ามิคานคิดมากไปเอง"
ก็คิดว่าถ้าเกิดมันคงมห้พวกทาสได้พาไปทำเป็น
การบ้านแบบอาหารทางความคิดเป็นซีรีส์(series)  หนังทำให้พวกเขาที่เกิดมาม่มีมี
เทวสิทธิ์(theological s n ook) อันเป็นสิทธิในเทวนิยมธรรมชาติที่เกิดมามีขึ้นทันที  เหมือนที่จะทำให้พวกเขาพวกทาสและกรรมกร ป๊ทำงารแลกกันกับเงินเพื่อยังชีพ ขณะที่เราเกิดมามีทันที ไม่ต้องไปทำงานอะไรเพื่อแลกมา

"ใช่" ทางด้สนจิตวิทยาที่พอประเมินได้ และพวกเขาจะได้ลืม  แผนการต่อต้านนายและนายทุน และตามมาด้วยอีปปิโสด(episode) ใหม่ชนิดหนึ่ง คือการเดินขบวนเรียกร้องค่าเเรงงาน และต้านเศรษฐกิจที่แปรปรวนมนฐานของภาวะเงินเฟ้อและฝืด ที่มันจัญไรต่อสังคมพวกเขาสุดๆ
ที่นับว่ามีอันเป็นกระแสนิยมในตอนนี้ และลอร์ดมิคานเชื่อว่า "สิ่งนี้อาจจะลามปาม ไปสู่การล้มล้างระบบเทวสิทธิ์เช่นระบบกษัตริย์นิยม การนิยมเจ้าทั้งมวลของโลกได้"

การคิดไปวิเคราะห์ไป แล้วลอร์ดมิคานก็เก็บไว้ในใจเงียบและปดปิดเสียไม่ไปตีแผ่เพื่อหลีกเลี่ยง
ความอื้อฉาวแลละอาจจะนำมาสู่การหมิ่นประมาทชนิดหนึ่งได้ที่ ทนายมืออาชีพอาจจะพาไปขยายความขายพวกสื่อพาดหัวข่าวทำธุรกิจ
ชนิดนึงขึ้นมาได้อย่างไม่มีเจตนา
"ลอร์ดมิคานคิดมากไปแต่มันไม่เสียหายอะไร
ในเมื่อคิดแล้วก็ลบทิ้งแต่มัน ทำให้มันเป็นอาหารทางความคิด(the  food  of thoughts )ที่เชื่อว่ามันคงมีมโนธรรมซ่อนเร้น อยู่ในตัวมันเองอีกด้วย
" ลอร์ดมิคานคิด"

จากภายใต้นอกสามศอกเหมือนเราๆ  ได้ร่างเขียนคิดขึ้นจนทุกคนถูกใจที่ลอร์ดมิคทนสมญานามให้ใหม่ว่าเป็นลัทธิเทวนิยมใหม่(n e -theo l o gy plot)ขึ้นมา()ภายใต้หัวข้อเทวสิทธิ์อันเป็นเทวสิมธิ์ใหม่ ที่ชื่อว่าสิทธิแห่งรัฐธรรมนูญ ที่ทุกฉบับของมนุษยชาติได่เจตจำนงตราขึ้น
จนเป็นแฟชั่น(fashions show) แล้ว
เป็นการก้าวย่างสู่ยุคขุนนางใหม่ ยุคกษัตริย์ใหม่ในหมู่ชนอย่างใหม่ อย่างไปได้อีกช้อต(shot) นึงเป็นแน่ อย่างเป็นที่ถูกอกถูกใจกันแม้ท้องของทุกคนชีวิต  จะยังคงโอดหิวข้าวทุกมื้อต่อไปเหมือนเดิมก็ตามทีเถิด


    ลอร์ด มิคานโดยส่วนตัวนั้น  อ่อนโลกและไม่เป็นคนซาดิสต์(sadistic-bugler) ทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ  นับจากวัยที่มิคาน มีเค้านมที่ตั้งพานขึ้นแล้วมา  จวบจนและแล้ว  แม้ตนเองจะถูกเพาะเลี้ยงมาจากระบบเด็กในพานทองก็ตาม

      และแม้การเป็นเด็กในพานทองก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่จะต้องเป็นซาดิสซ์เสมอไปเมื่อโตขึ้น
ต่อมา:-
         แต่แล้วเธอก็พูดพึมพำไปว่า:-
"ถ้าเธอยอมรัยฉันเป็ยเพพื่อนของฉัน ๆ
จะยกและตั้งให้ให้เธอเป็นลอร์ดชนิดไม่ทรงกรมผู้ที่ไม่อาภัพอีกต่อไป
      
     "เธอว่างัยจะเอามั้ย" หล่อนถามด้วยเสียงผู้ดีโบราณนิดๆ
"เคาเตสสโลเนียถามมิคาน"
       และฉันจะตตั้งให้เธอเป็นเจ้าชายในดวงใจฉัน โดยที่เราไม่ต้องมีอะไรต่อกันในทางชู้สาว แต่ขออย่างเดียวเราเป็นเพื่อนรักกันเท่านั้นพอ"
ว่างัยถ้าคุณไม่ถือ "หล่อนกล่าวในที่สุด"

         เธอพูดจบแล้วขู่โจมเข้าหอมแก้มดังจุ๊บๆ ที่หน้าผากมิคานหนึ่งที
         และอีกที เสียงดัง"ฝอดๆ"
อย่างแผ่วเบาที่แก้มข้างขวาของมิคาน
 เหมือนการหอมแก้มแมวจูบจมูกแมวตัวโปรดยังงั้น มิคทนหน้าแดงแำพร้อมตกกระใจไปหมดเลย
และเอามือตัวเองมาลูบแก้มรอยจากจูบของหล่อนและอึ้งคิดไปพลาง
         และลอร์ดมิคานพลางคิดอบู่ในใจว่า
"ลอร์ดลิเทลมิได้พาเรามางานราตรีสโมสรคืนนี้เพื่อสิ่งนี้แน่นอน!"  แต่นี่เป็นเหตุบังเอิญแน่ๆ และจริงแท้

   และบัดเดี๋ยวนั้นต่อมา
        แล้วเธอก็รีบผละออกจากตัวมิานเดินลงบันไดไปจากหน้าห้องของมิคาน


              ตอนนั้นเชื่อว่าลอร์ดลิเทลยังไม่ตื่น และไม่ได้ยินแอบดูงี่ยหูฟังว่มีฆาตกรรมพิสดารอะไรอาจจะเกิดขึ้นในคืนนี้กับมิคานหรือไม่เท่านั่น
ถ้าการแอบดูคนอื่น นั้นเพราะปกติการแอบดูมันมิใช่วิสัยของลอร์ดที่จะทำ

แต่ว่าอาจจะเกรงกลัวว่า"ทำอะไรกันที่ไหนอย่าง
ไร""เป็นเชิงมีเหตุฆาตกรรมพิสดารอะไร ถ้ามีการกระทำจริง  ตนเองจะได้หาทางออกที่ดีต่อไป
      ลอร์ดลิเทลก็ตั้งใจจะดูอะไร  ก็จะเปิดเผยตนเองแบบไม่ต้อง"แอบ"นี้คือวิสัยของคนมีศักดินาเป็นท่านลอร์ด

        ส่วนลอร์ดลิเทลคาดว่าวันพรุ่งคงจะต้องนอนตื่นสายเพราะอดนอนจนหนังตาปิด  ให้ตื่นแต่วันตามปกติวิสัย
        และเพราะลอร์ดลิเทลไม่ชอบและ"ไม่ชอบทำอะไรที่ฝืนตนเอง"และจวบกับที่เหนื่อยมากกับค่ำคืนของราตรีสโมสรที่ผ่านไป
       การชมธรรมชาติในยามเช้าตลอดถึงภูเขาเขียวที่ริมปราสาทคูเซอร์

        ธรรมชาติของผีเสื้อและนกป่าจำนวนมากและหงส์ฟ้าคู่ตัวชอนเล่นน้ำกอดกันกลางสระหย่อมในปราสาท คูเซอร์ ลอร์ดลิเทลก็ไม่สนใจ
สิ่วเหล่านี้"นกยามเช้าที่มิคานสุดชอบ"แต่ลอร์ลิเทลกลับชอบบรรยากาศอาสาขช่วยพวกทาสสมทบช่วยกันทำความสะอาดปราสาทคูเซอร์ หลังเสร็จงานราตรีสโมสรวิทวัสเสร็จ เสียมากกว่า

        และไม่ชอบจะไปขอเอาแรงจากลอร์ดมิคานมาช่วยอีกด้วย เพราะอยากให้เกิดขี้นเองแบบสมัครใจ นั่นคือธาตุแท้ของลอร์ดลิเทล จนต่อมาประวัติศาสตร์ได้จารึกไว้ว่า  หลังจากที่ลอร์ดลิเทลตายลง  จึงเกิดลัทธิลิเทล(litellism)ขึ้นมาให้เพื่อเป็นเกียรติแด่ท่าน

        ลัมธิลิเทลคือ การมีชีวิตอันบริสุทธิ์ไม่หวังสิ่งตอบแทนใดใดเมื่อทำกับใครใครมา และการกระทำนั้นต้องไม่ขัดเจคนารมณ์ หรือฝืนใจใครอื่
นมาช่วยทำทั้งสิ้น  เป็นหลักการทำงานและเป็นธรรมาภิบาลของ"ลัทธิลิเทล"นี้สืบต่อๆมา

และในการที่ลอร์ดลิเทลจะไปถ้ำมองหรือสงสัย
อะไรและจะไปแอบบดูใครมี"ซัมซิ่งรอง" (something wrong) กันนั่น"มันผิด"

          สำหรับลอร์ดลิเทล "เว้นการร้องไห้ การขอความช่วยเหลือเกิดขึ้น การเอะอะโวบวายเกินเหตุมีการบาดเจ็บ และการตายเกิดขึ้นซึ่งหน้าลอร์ดลิเทลจึงจะหันมามอง และที่สำคัญคือมีอาวุธปืนยาวมิใข่เพื่อแก้เผ็ดหรือการฆ่า แบบจะฆ่าเสือโคร่งดุกระโจนมาจะกินคน"

       แต่ลอร์ดลิเทลมีปืนลูกซองคู่ชีวิตก็เพื่อไว้ป้องกันตนเองเท่านั้น  นั่นคือธรรมชาติที่ลอร์ดลิเทล"เป็น"และ"มี"
        และสืบต่อมาก็เชื่อกันว่าคุกทุกวันนี้ที่"เมืองโนวา" ก็มีไว้ทีเรียกว่า เป็นอย่างเปลือภาษีของรัฐและประชาชน ก็เพี่อมีไว้เพื่อที่จะจองจำคนที่ไม่มี
นิสัยเหมืแน"ลอร์ดลิเทล"เท่านั่นเอง
พวกชาวเมืองโนวาจึงคิดที่มีคุกตะรางนั้นไว้

  ลอน์ดลิเทลไม่ชอบนอนตื่นสาย และ ที่ตื่นขึ้นมาแล้ว ก็จะไม่สนใจที่จะได้ยินเสียงนกพูดกัน เหมือนกับตอนนอนแล้วได้ตื่นมาแต่วันแต่ละวันแต่เชิญ"นกร้องตามใจชอบ" 

        ที่ลอร์ดลิเทลไม่ชอบฟังเพราะสมาธิ"จิตอาสา" ที่คุกรุ่นอยู่ในใจของลิเทลต่างหากและลอร์ดลิเทลคิดเก็งกำไรจากความดีสากลชนิดซุมมุม-โบนุม(Summum bonum)ที่มีและมีมากกว่า นั่นคือความดีสูงสุดนี้ต่างหาก 

        ที่มันมากลบเกลิ่อนความชอบเสียงนกร้องตอนเช้า ให้หมดไป จากการหยุดฟังเสียนกและฝนร่วงพรำโปรยในตอนเข้าตรู่เหตุกาณ์นั้นๆไปหมดสิ้น"ก็เท่านั้นเองเป็นเหตุผล"

          และตัวนกกรงหัวจุกเขาที่นกชนิดนี้
ที่เป็นนกชอบปลุกคนตื่นในตอนเช้าบนต้นไม้ ด้วยเสียงนิ้มนิ่ม! นั่นคือช่วงเวลาที่ลอร์ดมิคานชอบที่สุด และก็ไม่ว่าอะไรหรือถือโทษอะไรกับ"นกปลุกตื่น=นกกรงหัวจุกเขา"ชนิดนี้มาทำกวนใจอะไรก็ไม่

        เพราะจะได้เสพธรรมชาติอันบริสุทธิ์ที่จะทำให้ร่างกายมีกำลังและอ่บอุ่นและอายุยืนไม่เจ็บป่วย
 และที่ดีมากคือไม่ต้องเสียเงินเสียทองไปแลกซื้อมา


        ลอร์ดมิคานเริ่มมาคิดทบทวนใหม่ เพราะจากเหตุการณ์เมื่อตะกี้  ที่ทำให้ตนเองมีสติ-สตังค์ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวไปหมดเกลี้ยง"สาบานได้""
จึงคิดว่า
        เมื่อสักครู่ท่านเคาน์เตสพูดอะไรกับเราไปบ้าง เพราะประสาทตื่นตัวไม่ไว  เนื่องจากตนมีนิสัยอ่อนเลข  แต่ประสาทตนเองตอนนั้น มีสมาธิกัลการงัวเวียกับความหลับเสียมากกว่า
ที่หลับๆตื่นๆที่ยังไม่ค่อยจะเต็มอิ่มเป็นสำคัญหรอก! 
"มิใช่อะไร"

      อ๋อคิดได้แล้วก่อนเธอจะผละไปอย่างฉับไว
     มิคานจึงได้ถามที่อยู่เธอว่า "เธออยู่ที่ไหนแล้วถ้าว่างในวันของช่วงใดผมมิคานจะไปหา หรือแวะชวนไปหา"กินน้ำค้างกันที่เทือกเขาโอเฟอัน
แสนสนุกกัน
มิคานกำลังทบทวนความคิด
อีกสักครู่ต่อมา

จึงคิดได้ว่า
"แต่เปล่าามิคานไม่ได้ถามหรือเสนออะไรเธออย่างนั้น""
"แม้ชื่อเล่นของเธอ มิคานก็ไม่ได้ถาม""
เพราะโลกของลอร์ดมันไม่ได้อยูกับเฟส(facebook) หรือไลน์(line)อะไรกัน ดังที่ชาวโลกนิยมเป็นกัน ฉะนั้นจะรู้อะไรอย่างไร ก็ครั้งเดียวรู้เรื่อง "ชั่วเพียงแป๊ปเดียวที่พบกัน"และกัแล้วก็หมดกันไป ทำนอง จากกันไปแล้วไปเลย

       จะพบกันอีกที่ไหน คงไม่มีอีกอาจจะเป็นชาติต่อไปก็ได้สำหรับพวกเรา
 เพราะธรรมดาลอร์ด  จะไม่ยินดียินร้ายกับโลกภายนอก  นอกจากที่อยู่ที่กินนื่นอนที่เรียน
ที่อ่านหนังสือ หรือที่เป็นอันเป็นส่วนเฉพาะตัว
ที่สืบสายโลหิตกันมาแต่บรรพบุรุษโป้น!


         แต่ชืาแเาเตรสั้นเป็นชื่ออื่ปักที่น่าอกที่งานราตรีวิทววัส  ทุกคนที่มางานนี้  ต้องมีชื่อแตอดที่กนเาแกืุกคนกันมีเหตุร้ายจะได้รู้ว่าใคร
เป็นใคร

          "แต่ก็ไม่เคยทีเหตุร้ายทที่ปราสาท"คู
เซอร์แม้ในยามสงคราม" แต่ทุกครั้งที่มีงานต้องมีการเฝ้าระวังป้องกันเสมอ เพราะตามประวัติที่นี่เคยมีผีดุและเป็นรังแม่มดดุจรังต่อหลุมมาก่อน
ในสมับโบราณตอนนี้ที่มีอันศิริวิไลซ์มากสุด


คือผีเสื้อยักษ์มีตานางพญาผีไฟที่ปีกและผีเสื้อแคระตัวปีกสีหลืองธรรมดาและกระแตหางดำเท่านั้น
กระแตหางดำมันเป็นสัตว์น่ารัก ตัวเล็กกว่ากระรอก และกระจ้อน  มิคานพบว่ามันเหมือนกับกระแตในภาพวสดของจีนโบราณ
        คนที่ไท่มีชิ่แตดที่หนเาแกแสดงว่าเป็นึาปแลกหร้าเจ้ามส
         และก็มิคานฟรึ่วคนในจำนวนนั้นและลอร์ดกลอเทบื่ไทไม่ขิรแตอดที่น่แด
เพราทถกึนรูตักบอร์ดมิเทลดี
ะอสายพต่อมา

      อาการเมีบริการไว้อย่างดี
แบบช่วยตนเองสุดแล้วแต่สคนด็แยกย้ายกลียไม่ทมีการจูบอพบ่กัน และไม่ทีเมียบริการหรือมีครึ่งทาง ทีนี่เป็นสวรรค์ของคนมีพรหมจรรย์จริงๆ

ต่สงคยต่สไหและลิเทลก็จะพามิคานมาบ้านที่ปราร
สาทโนวาต่อไป


ลอร์ดมิคาน
หลังจากถูกยกให้เป็นลอร์ดนิรนา
ม(the lord of pretender) ในเคาน์เตสสะโลเนีย(countess of S 
L o d o n i a )แล้วในค่ำคืนงานราตรีสโมสรวิทวัสนั้น(คำว่าวิทวัสเป็นนิคแนมของงานราตรีสโมสรครั้งนี้ และยกให้เป็นเกียรติแด่ลอร์ดลิเทลที่พาลอดร์ดแปลกหน้าและเป็นลอร์ดนิรนามมาด้วยเท่านั้น  เสนอชื่อคำว่าวิทวัสต่อสร้อยคำว่าราตรีสโมรสรนี้โดยลอร์ครูเชผู้อาวุโสท่าน"
โดยงานครั้งให้ทุกคนถือว่าคือวันนี้นี้ถือว่าเป็นเหตุการณ์แรก ที่สมาชิกท่าหนึ่งของงานได้นำคนแปลกหน้าเข้ามาในงาน ของปราสาทคูเซอร์นับมา2,000ปีที่มีการกำหนดจัดงานราตรีนี้เป็นที่ทำเป็นประจำปี)

             ความตั้งใจจริงของท่านคือ
เพื่อมิคานจะได้เป็นเอกลักษณ์แห่งความเมตตาจากขุนนางผู้อ่อนโยนแต่เถนตรง  อย่างท่าน
ที่พวกทาสน้อยคนจะเข้าใจได้ดีในเรื่องนี้
"มันเป็นวิชาสปิริตของลอร์ด คำว่าสปอริตในที่นี้มิไดสื่อว่าเป็นเห้ลารสแรง  แต่สื่อว่าสปิริตคือคำที่สื่อเป็นพลังมโนธรรมในใจที่คนอย่างลอร์ดมี" 
ไปกว่าท่านเคาน์เตสส์แห่งสะโลดอเนีย และความเข้าใจของลอร์ดมิคานเอง  ที่เข้าใจในตัวท่าน มิใช่เพราะว่าท่านสวยและเลอสรวง ขาว และสะโอดสะองค์และเป็นเลดีชิป(ladyship  )อย่างสง่างาม  และผิวเนื้อนั้นนุ่มปานสำลี
ลอร์มิคานจึงชมเชยท่าน  มิใช่ใคร่ในตัวท่านหญิงแต่อย่างใด เมื่อพบพานสิ่งนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตจริง "ที่มิได้มโนเอาเอง"

      และทางฝั่งมิคานหรือก็ใช่ว่า ที่ถูกนิรนามให้เป็นลอร์ดเพราะสาเหตุที่ลอร์มิคานรูปหล่อ สมาร์มใหมู่ชนเมื่อออกสังคมน้อยใหญ่
      และกอร์ปกับเป็นคนเงียบและเป็นมนุษย์มีความจริงใจต่อความจริงปรากฏ  และเป็นคนมีธรรมชาติที่ขยันซื่อสัยย์ต่อหน้าที่  ไม่ละเว้นหรือละเลยสิ่งที่ตนเองต้องรับผิดชอบ อันมีสถานะชั่วและดี  และความขาวขาวดำๆ อื่นใดๆทั้งสิ้นที่ประชิดมาเสนอให้ตนเอง นอกจากข้าวบาร์เลย์ที่สุกแล้วต้องกินมันเมื่อหิว แต่มิคาาสามารถอดได้เมื่อวารมีภารกิจสำคัญมาถึง เช่นในสงคราม
หรือวันมีนัดกับแเฟน(fan -f c =friend club)และเพื่อนรักสุดๆใด
ที่ลอร์ดมิคานได้มีโอกาส ก็จะรับผิดชอบอย่างสุดใจขาดดิ้นแต่ละมุนและไม่แสดงออกเป็นอาการของมนุษย์ปกติ

    การ  ที่จะแสวงหาปรัชญาธรรมอันล้ำลึก และลอร์ดมิคานนั้นรูปทรงสวย  และก็สวย มีทรงจมูกโด่ง  คิ้วงามเหมือนกระเทยที่แต่งตัวลักเพศใดๆ แต่ที่จริงลอร์ดมิคานเป็นเช่นนั้นเองโดยธรรมชาติคือเป็นผู้ช่ายเต็มตัวมีความเป็นแมนแฃะเลดี้เฟิร์ท(man&lady first styl
 i s t i c )  แม้ว่ามิคานดูแต่จะคล้ายๆกับผู้หญิงเท่านั้นที่น่าจะเรียกลอร์ดมิคานว่าเป็น "เอกลักษณ์ของเอกบุรุษ"
จริงๆ
       และที่สำคัญที่สุดคือลอร์ดมิคานไม่เป็นคนพิกลพิการอะไร เช่น ตาบอดหูหนวก ง่อยเปลี้ยเสียแขนขา ฟันขาวสะอาดสมบูรณ์ทุกซี่เป็น
และที่สำคัญในบทบาทเพศวิถีวิสัยระหว่างเพศ
      ถ้าท่านลอร์ดมิคานสามารถมีโอกาสทำอะไรที่ต้องใช้อวัยวเพศเป็นสื่อพลกำลังชายทีทถาโถมไปข้างหน้าอย่าง
วัวกระทิงทำเมื่อถึงวาระจำเป็นแม้มิคามมีสิ่งนี้ แต่ก็แอบปกปิดและซ่อนเร้นเอาไว้เสมอ ดุจดาบในฝักของอัศวินและปัญญา
         " ใช่"  ก็จะทำหน้าที่นี้ได้ดีบนเตียงนอนกับเพศหญิงได้ดีที่สุดทุกเมื่อ  เมื่อทุกอย่างลงตัว แม้ทาสหลายคนในกลุ่มผู้รับใช้แห่ง"สะโลดาเนีย"จะสงสัยและต่างก็ไม่เชื่อว่าทั้งสองไม่เคยมีอะไรกัน" เช่น"สีสงคา"ทาสผู้ใกล้ชิดประจำตัวในท่านเคาเตสคนหนึ่งละ! 
             ที่ไม่อยากจงใจเชื่อในเรื่องนี้ เพราะเธอพบว่าลอร์ดมิคานกับท่านเคาเตสแห่งสะโลดอเนียชอบใช้ชีวิตลับอยู่กับลอร์ดมิคานเสมอ ด้วยกันสองต่อสอง เมิ่อได้มีโอกาสพบกันเป็นเวลา3ถึง4ชั่วโมงในห้องส่วนตัวของท่านหญิง และมิหนำซ้ำทั้งสองยังปิดประตูใส่ลงกลอนอีกด้วย ยามได้พบกัน
            "ที่นางทาสหญิงชื่อว่า"สีสงคา"เคยเห็นและตั้งข้อสังเกตไว้แต่เธอก็จงใจปกปิดมิให้ใครรู้ เพราะเป็นธรรมเนียมอันดีงามของทาสประจำวัง 
       แม้ว่าสีสงคาจะมีปรัชญาว่า "มนุษย์ก็คือมนุษย์  มันเหมือนกันหมดในเรื่องความต้องการในรสแห่งกามคุณ เพราะสีสงคาเชื่อว่า กามคุณไม่มีเชื้อชาติ ศาสนาและชนชั้นและพรมแดน
อันเป็นปรัขญาแม่บทของ"สิงสังคา "ทาสผู้โง่เขลา
          แต่สำหรับลอร์ดมิคานและลอร์ดอื่นและขุนนางกลับคิดตรงกันข้ามในปรัชญาแม่วทขงสิงสงคา โดยเฉพาะสำหรับท่านหญิง"สโลดอเนีย""

  
        "ใช่"   มันเป็นมรรยาทที่ทาสแห่งสะโลดอเนีย ที่จะไม่สอดรู้สอดเห็นเรื่องของคนอื่นเป็นนิสัยสมบัติแม้ไม่จำเป็นต้องฝึกพร่ำสอนและติเตียนและดุด่าอย่างเป็นกฎหมาย แต่มันก็เป็นทั้งวัฒนธรรมและทั้งประเพณี (c u st o m s )
ของทาสและควรจะเป็นเอกลักษณ์ประจำตีวของมนุษย์
      
         ทาสหญิงที่ชื่อว่า"สิงสังคา" จึงไม่รู้ความจริงและความเป็นไปของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์พิเศษคู่นี้ไป แต่ทาสรายอื่ยสงสัยเหมือนกันแต่ไม่มีโอกาสได้ใกล้ชิด คือเป็นยี่ภู่(ทาสเรียงหมอนปูทำที่นอนปนะจำตัวทำให้ขุนนาง)และเป็นต้นห้องให้ท่านหญิงนั่นเอง

      
        ถามว่าชายกับหญิงเข้าในห้องส่วนตัวมีความเป็นสองต่อสอง ใน ห้องที่ปิดมิดชิดใส่ลงกลอนทำอะไรกันต่อจากนั้น
    " เทพเจ้าแห่งความลับ"ขอเสียนิสัยตอบและตอบแทนข้อสงสัยว่า "ทั้งคู่ใช้เวลานวดเฟ้นให้แก่กันและกันด้วยร่างเปลือยเปล่า ชนิดมิใช่ผลัดกันนวดและผลัดกันนาบแต่ประการใด
และเรือนร่างของทั้งสองมันเต่งตึง ใหม่เอี่ยม

        ในทั้งคู่อยู่ในสภาวะ และในสถานะวัยเบญจเพศของมนุษย์เป็นเครื่องยืนยัน คือเปรียบสเหมือนคืนที่คู่สมรสแรกแห่งคืนส่งตัวเข้าเรือนหอเป็นแต่ เป็นแค่ทว่าสองคนนี้ไม่เคย
มีเพศสัมพันธ์กันเลยมนทุกๆกรณี
อย่างที่ปกติมนุษย์จะเป็นและ"ไม่มีเหลือ"
       และไม่มีใครจะอดเสียมิได้เมื่อหญิงกับชาย
มีโอกาสอยู่ด้วยกันลักษณะและสภาพนี้
อยู่ในสภาพนี้และในสถานการณ์เช่นนี้นี้
คือถ้าไม่ร่วมเพศกันก็มีฆาตกรรมเกิดขึ้นเป็นโศลกเท่านั้น
        ถามว่า"เชื่อหรือไม่เขื่อ" เมื่อถูกเทพเจ้าแห่งความสงสัยเฉลยแบบนี้
         คำตอบมีว่า"ถ้ามีค่าแห่งความสงสัยเกิดต่อไปอีกกะใครๆ!
         คำตอบมีอีกมิใช่ไม่มี!
คือไม่อยากคอยข้อสรุปอื่นใดอีก
นั่นคิอมีคำตอบว่า
"สุดแท้แต่จะคิดกัน"
 
         หรือมีผีให้ตำรวจมาพิสูจน์การตายถ้ามีสาเหตุฆาตกรรมเกิดขึ้นจริงในวันพรุ่งเท่านั้นเป็รคำตอบหรือรอเวลาระยะหนุ่งฝ่ายหญิงจะท้องโตพุงป่องขึ้นมา แต่กรณีนี้มียาคุม แต่มีมโนคจิอย่างหนึ่งปรจำ"ปราสาทสะโลดอเนีย" คือว่าที่บ้านและวังของท่านขุนนางท่านนี้ผู้ใดก็ตามยกเว้นทาส"ห้ามใช้ยาคุมกำเนิดหลังภารกิจหรือเสร็จกิจทาวเพศเด็ดขาดและมีข้อบังคับห้ามใข้ถุงยางสำหรับเพศขายอีกด้วยเป็นบรรทัดฐานที่
ทุกคนต้องปฏิบัติตาม

     

วันจันทร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2566

ลอร์ดลิเทล9ใน เวบเด็กดี.คอม

    ลิเทล9(5658)

       "ปราสาทร้างจำนวนมากร้อยกว่าแห่งจำนวนที่ลอร์ดมิคานไปเสพมันมาด้วนตัณหาในปรัชญาที่มิใช่ตัณหาในเนื้อองผู้หญิง ที่คึกและพิโรธโดยปกติ และเมื่อลอร์ดมิคานงหลับสนิทลง ไม่เคยฝันเลยแม้สักนิดเดียวมีแต่ความสุขที่เกิดจากการหลับอย่างเดียวเป็นของขวัญทางใจให้กับตนเอง
 
        ปราสาทนั้นเหงาหงอยและแสนเงียบ ปกคลุมไปด้วยความวิเวกบางครั้ง วังเวงเหมือนมีปีศาจสถิตอยู่แต่ที่นั่นไม่มีเทวรูปคนปั้น ที่หลงเหลือหรือตกมอดมามีให้เห็น หรือว่าอาจจะมีแต่มิคานไม่ขวนขวายไปเซาะแซะดูอะไรนอกจากนอนหลับพักผ่อนกินอบู่พอสบายตัวเท่านั้นในช่วงใช้ชีวิตปรัชญาระหกระ้หนไปทั่วทุกมุมที่มีแรงบันดาลใจให้หรือจะพาไปเท่านั้น แต่พบว่าผ่านยุคสงครามมหาประลัยมาหลายต่อหลายครั้งรวม
ทั้งสงครามโลกด้วย ตัวปราสาทนี้อายุไม่ต่ำกว่า500ปีเห็นจะได้เหลือแก่นไม้โบราณและอิฐปูนฉาบแบบเก่าๆ พบมีลายสลักศิลปะลวดลาย
แบบคอรินเธียนส์ (ลวดลายรวงข้าวคือลวดลายที่ฉาบปูนสลักตั้งเป็นช่อๆ หยักๆตามโคนหัวเสา พื้นลายไม่เกลี้ยงเกลาแต่เป็นพื้นลายประดิษฐ์รวงข้าวบาร์เลย์ที่จะพบมีการกระทำด้วยจินตนาการของคนวาดภาพและสถาปนิกออกแบบโดยมากชนิดหนึ่ง)เล็กๆย้อยๆและตั้งรับกันดูสวยรื่นแตะตาดี

       นานๆจะเห็นเรือบินเร็วเหนือเสียงบินผ่านสูงมากเพราะตาของมิคานเห็นเป็นกระสวยจรวดพวยพุ่งเป็นขีดทางยาว  เป็นทางขาวๆ และมีลำตัวของเครื่องเรือบินที่สะท้อนด้วยแสงอาทิตย์สีส้มๆตกกระทบเห็นชัดว่านั่นมันคืออะไร มันบินเหนือเสียง มุ่งทิศทางเแาหมายแสนไกล 

       มันบินไปข้างหน้าดูเห็นภาพตัวเรือบินเล็กนิดดียว เพราะไกลมากบนท้องฟ้าใส  นานๆจะผ่านมาให้มิคานเห็นสักหนึ่งที  ตอนนั้นมิคานนอนในถุงนอนที่อบอุ่นอากาศเย็นมากตลอดเวลามิคานจึงต้องใข้ทุกนอน แม้มันจะไม่ใช้การผจญภัยชีวิตปรัชญาบนทวีปน้ำแข็งที่เขาทำกัน

       ที่ปราสาท"บริรุ"หรือ"บริเลรุ"นี้ไม่มีหนูแม้แต่ค้างคาวแต่มีนกมาบ้างในกลางวัน มี่นกสวยๆร้องเสียงเพราะๆบินมาบ้างประปราย แต่สิ่งที่มีมากคือตัวเรไร และตัวจักจั่น เจ้าสัตว์ปรกสองชนิดนี้ มันกรีดเสียงร้องตลอดคืนตลอดวันเลยทีเดียว บนต้นไม้ใหญ่ขนาด36นิ้วคนโอบรอบ 
          
        มิคานไม่รู้ว่มันเป็นต้นอะไร  ดูเหมือนว่าแมลงสัตว์ปีกดังกล่าว มันจะมีด้วยกันสองคณะ ทำเสียงร้อง คือคณะกลาวันและคณะกลางคืน ส่วนคณะกลางวันที่ได้ชื่ออย่างนั้น  เพราะเสียงมันเพี้ยนไปจากคณะกลางคืน กล่าวคือคณะกลางวันมันร้องเสียงคลอกับแสงตะวันนัวๆในเวลาแดดออกจัด มีเสียงหยุดสองสามวินาที

         แล้วกรีดเสียงเพลงร้องต่อ พร้อมกับเสียงแห่งสายลมอ่อนเย็นๆยะเยือกๆ  มาปะทะกับต้นไม้ที่ทำให้ใบไม้เหลืองปลิวไสวและร่วงหล่นจากขั้วลงมาทับถมหลังคาปราสวาทและถนนหน้าประสาท สองสามใบตลอดเวลาททั้งคืนททั้งวัน  จนมิคานมองเห็นใบไม้ที่ร่วงหล่นนั่นเป็นสีสันแห่งศิลปะอันแสนสวยสะดุดตา "นั่นคือสิ่งที่มิคานจำได้แม่น"

       มันเป็นปรากฏการณ์ยู่อย่างนี้ เป็นอยู่อย่างนี้ตลอดทั้งคืนทั้งวัน จะนับได้ทุกเวลาก็ว่าได้ อันนี้เป็นเรื่องจริง  บรรยายากาศแบบนี้มิใช่เรื่องนิยายที่ลอร์ดมิคานจะสร้างขึ้นมาโกหก และกุแต่งขึ้น
เพราะไม่มีประโยชน์ ถ้าลอร์ดมิคานคิดทำอย่างนั้น
 
       มาที่เรไรอีกครั้ง คือส่วนที่เป็นคณะที่ร้องในกลางคืนนั่นมันร้องเสียงนิ่ม ๆ ยาน ๆ โหยหวนยาวไปเรื่อยๆ มีสมาธิกว่าคณะที่ร้องในกลางวัน และลอร์ดมิคานพบว่า "มันไม่ค่อยมีจังหวะหยุด""
 เมื่อมิคานเงี่ยหูฟังดูดีๆเพราะเสียงมันต่างกัน
ด้วยประการะฉะนี้
      
       " ปราสาทลำดับที่หนึ่ง (The  First castle namely" B rIi l er u") นี้นั้นมันชื่อว่าปราสาท"บริรุ"มันตั่งอบู่หาางไกลจากทะเลเล็กน้อย แต่ที่คลองน้ำเค็มทะเลเเวะเข้ามาเป็นคลองขุดมาแล้วกว่าร้อยปีเพื่อให้เรือเดินสมุทรเข้ามาเทียบเป็นท่าห่สงไกลจากความเจริญมากคือเรือจะมาส่งเหล็กหลังถูกรีดแล้วคือมิใช่เหล็กดิบๆที่เห็นตามโรงถลุงเหล็ก

           และเรือบรรทุกสัมภาระของกินหลักๆชนิดฟุ่มเฟือยต่าง ๆ ที่ลำเลียงมาส่ง  เพราะที่อาณาบริเวณปราสาท"บริรุ"นี้เป็นเนินเขาสูงต่ำลดหลั่นกันไปมีต้นไม้น้อยมาก ส่วนชายฝั่งทะเลมีประภาคาร ที่นี่รถบรรทุกจึงเข้าใม่ค่อยสะดวกถึงจะเข้ามาก็ได้แต่เป็นไปได้อย่างช้าๆ เพราะมีถนนลาดชันและเคี้ยวคดตลอดเมือง  ส่วนพลเมืองและประชากรมีอาศัยอยู่แบบหนาแน่นเป็นหย่อมๆไป

       มีมุมที่ลอร์ดมิคานชอบมากคือมิคานสันนิษฐานว่าเป็นห้องอาหารเก่าๆของตัวปราสาท
ที่ไม่ค่อยได้จะได้ใช้ แม้ในสมัยที่ปราสาทนี้ยังมีชีวิตอยู่
"ใช่เลย" มิคานจำได้
       มันคือเป็นที่นอนที่ มิคานอุทานว่า
"เรานอนได้มันไม่ร้างอย่างที่คิด" มีคืนหนึ่งมีคนแปลกหน้ามาปลุก คนแปลกหน้านั้นมิใช่ตำรวจ
แต่เป็นพลเรือนคนแก่ในพื้นที่ปราสาทบริรุตั้งอยู่ดูเหมือนว่าเขามีฐานะอันจะกิน
      ก็คนนั่นแหละที่มิคานจะกล่าวถึงอยู่นี่นี้เอง
ที่มิคานเชื่อว่าจะเป็นคนๆเดียวกัน
      คือมีตอนเช้าตรู่วันหนึ่ง มีคนมาชวนไปนอน
ในคฤหาสน์ใต้กอบัวอันศักดิ์สิทธิ์ที่เขาให้ชื่อมันและที่นั่นมีสุนัขป่าเห่าหอน และแหงนมองแสงจันทร์ตตลอดเวลา " คนแก่คนนั่นบอก"
       เขามาทำนองว่าจะมาชวนลอร์ดมิคานไปนอนพักที่คฤหาสน์อีกหลัง แค่เขาไม่รู้ว่ามิคานเป็นลอร์ด เพราะมิคานเมื่อมาพักที่นั่นไม่เคยขโมยของมครเข้าร้านซื้อของจ่ายเงินเรียบร้อย
แต่ไม่ใช้ฟุ่มเฟือย กับเด็กสาวๆมิคานไม่เคยแตะ
แม้จะมีผู้หญิงสนใจมิคานเพื่อความสนุกสนานรื่นเริงทางเพศตามประสาวัยสะรุ่น แต่มิคานปฏิเสธปล่อยให้วัยรุ่นในท้องที่ทำหน้าที่พาเธอไปสงบสติอารมณ์แทนเป็นมรรยาทของมิคาน
ที่จะไม่ยุ่งกับคนต่างถิ่น และไม่สำรวมในเรื่องนี้
เพราะว่าเนี้ออ่อนถิ่นของใครๆก็ห่วงและหวงแบบ"หมาหวงก้างเป็นคติธรรมเนียมกันทั้งนั้น มิใช่เห็นแก่ตัวหรืออวดดีหรือถือตัว หรือทนงตัวว่าตนเองเกิดมามีโคตรเง่าเหล่ากอเป็นเลือดเจ้า
จึงหยิ่งยะโสและทนงตัว

       โอ้ย!เนื้อในของมิคานรึ ระดับตัณหาและความอยาก นั้นเทีบบได้คือ ถ้าหากบอกว่าโลกมีความหนาในความเป็นจริงจะวัดลึกได้ลงไปเท่าไหร่? คำถามฟิสิกส์ภูมิศาตร์  คำตอบคือได้เลยว่าทมันมีความลึกถ้าขุดลงไปคือ2,885กิโลเมตรลึกจากแผ่นดินที่เรายืนอยู่ เป็นตัณหาในตนเอง
นะ!มิใช่ลอน์ดมิคานไม่มีความใคร่

      "ลอร์ดมิคานชอบในเรื่องเนื้ออ่อน เรื่องเนื้อหนังมังสาของเพศฝ่ายตรงข้ามย่างยิ่งและเป็นยอดปราถนา แต่มโนธรรมมันกั้นขวางไว้
จึงขอจบลงด้วยคำว่า"ไท่กล้ละเใดคุณเธอททั้งหลาย เว้นแต่เป็นคสามประสงค์ของพระผู้เป็นแห่งเทพจ้าอันบริสุทธ์
         หากลอร์ดมิคานเองคือว่าตนเองจะได้มีโอกาส" แต่นี่มันเป็นเรื่องที่น่าไม่อายที่จะพูด และลอร์ดมิคานเองไม่ถนัดเอาเสียจริงเป็นช้อสรุปและพอดีมันไม่ถูกจังหวะ  และอีกทั้งไม่ค่อยจะถูกกาลเวลา และเป็นที่เหมาะสม หรือว่าเรียนหนังสสือมามาก  แต่อ่อนเลขและอ่อนวิทยาศาสตร์ชีวะวิทยาทางเพศ แต่ทว่าแม้กระนั้น  การสำรวมในเรื่องเพศวิถีและเพศภาวะใสสนทนานั้นเป็นสันดานที่ต้องระวังอย่างยิ่งยวดของลอร์ดมิคาน
"ลอร์ดมิคานคิด" 

        และสิ่งสำคัญตนเองเป็นคนมีเลือดขุนนาง  แม้จะสมมุติโมเมเอาแยต่ว่ามันมีอยู่เป็นเชื้อไข
แต่ไม่ใช่อยากเป็น แต่มันเกิดมาเป็น  จึงไม่รู้ว่าะทำงัยดีถ้าพวกทาสและสาทัญชนจะอยากอิจฉา
แต่ความมีมโนธรรมของทุกชีวิตอย่างแข็งขัน มันจะทำคนให้เป็นขุนนางและเป็นเจ้าได้เหมือนกัน
เหมือนการเป็นพระพรหมในศาสนาหนึ่ง เมื่ออยากจะตีความ ให้เเห็นเป็นสัจนิยม(ความจริงตามที่ปรากฏ)ดั่วอสดงให้เห็นว่า "ใบไม้ที่แก่และสุกงอมจนเหลืองแก่แล้วที่ร่วงหล่นจากต้นไม้นั้นมันต้องหล่นลงมาจากขั้วของต้นไม้เท่านั้น




        ลอร์ดมิคานจึงไม่คิดยุ่งกับพวกทาสอีกด้วยต่างหากเพราะเหตุดังที่กล่าวมาแล้วนี้หนึ่งประการ
       หรือแม้แต่จะกระทำกับพวกบรรดาราชนิกุลกลุ่มเลือดขุนนางด้วนกันเอง ลอร์ดมิคานก็ไม่ค่อยชอบและสำรวมเป็นหลักชีวิตอยู่แล้ว
        มัน ไม่ต้องมีใครหรือโรงเรียนใดมาเสี้ยมสอนและฝึกปรือบอกสอนมาก่อนในเรื่องนี้สำหรับมิคานผู้หงอยเหงา แต่มันเป็นธรรมขาติของคนที่มีเลือดเจ้าเลือดขุนนางมาก่อน "ถ้าเห็นจะเป็น""
        แต่เรื่องผู้หญิงส่วนภายในในความเป็นมนุษย์ของลอร์ดมิคานเองนั่น จะมีความรู้สึกทางเพศและความพึงพอใจในเรื่องนี้ดีเป็นปกติ ขออย่าได้เข้าใจผิดและขอวิงวอนให้สิ่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวงอย่าได้พาลเข้าใจผิดไป
     
        เนื้ออ่อนๆนิ่มๆของหญิงพรหมจรรย์  โอ้ย!ลอร์ดมิคานนั้นชอบมาก แต่นั่นแหละเป็นมนุษย์จะคิดพรากพรรหมจรรย์ของสตรีเพศ ในสิ่งนี้ไป
คนทุกคนมนุษย์มันต้องรับผิดชอบ  และต้องสำรวมเพราะมันมีความเจ็บปวดเกิดขึ้นกับสตรีเพศ

          "ลอร์ดมิคานขออนุญาตจากความกักขฬะแห่งจิตของใครบางคนที่บังเอิญสะดุดไปจงได้มีจิตสำนึก" เพื่อโลกจะได้เบ่งบาน







"
.....

วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

ตอนที่(12)(9209)ดอกกระเต็น2เนฟอ่านบทกวีของถัง



ตอนที่(12)(9209)ดอกกระเต็น2เนฟอ่านบทกวีของถัง
       
        ตอนมาหาดูไร่กัญชาชนิดเดินไปไม่เจาะจง แต่ดันไปพบสิ่งอื่นควบมา ในดินแดนแคว้นถิ่นกัญชา(Cannabis)
       เนฟก็วางแผนจะพาสิ่งอื่นมาประกอบมาถูๆไถๆไปด้วย เพื่อเข้าทำรายงานชิ้นที่ไร้เงาอมตะ
      แต่ถ้ามันไร้สาระท่านผู้ตรวจงานก็เขี่ยลงถังขยะไปเอง
        แต่ทั้งนี้เพื่อเขียนนิพนธ์ได้มีชีวิต จึง แวะมาดูกาแฟโรบัสต้าด้วย ไร่ของเขาๆ ไร่ตาเคลมผู้หงอยเหงาเพราะเป็นกม้ายโสดด้วยเพราะเมียตาย
       แกทำโรบัสต้ากาแฟปลูกแบบไว้กินเอง ผลสีเป็นสีลูกผลเชอร์รี่เต็มต้นก้านและกิ่งแทบหักกนักลูกและดอกเพราะขึ้ควายดำที่แกพูน
      อันนี้กว่าจะดูแลมันได้ถึงขนาดนี้มันยากมากแต่เขาก็ปลูกเพราะเขาติดมันงอมแงมที่นี่ "ตาเคลมเสริม ไม่ขายเพราะไม่คุ้มค่าเหนื่อย กินเอง"
       ผลกาแฟโรบัสต้าสายพันธ์นี้จะมี
เมล็ดในผ่าซีกจากรอยประกบกัน มันมีรอยผ่าซีกและตรงกลางของผ่าซีกนั้นมันเป็นเส้นตรงตรงกลางของซีกเมล็ด ต้นมันจะสูงขึ้นเรื่อยๆตาเคลมไม่ตัดแต่งกิ่งเลย
      ถ้ามิใช่เส้นตรงดังที่บอกเป็นกาแฟสายพันธุ์อื่นคือ บิดงอเบี้ยว
       เวลาคั่วเหมือนเราคั่วถั่วลิสงทำน้ำพริกน้ำยาขนมจีน
ทำอย่าให้ไหม้ ถ้าไหม้รสจะขม
คั่วไปนานแล้วจะหอม
สีกาแฟทีทตำเป็นสีช็อกโกเล็ตกำลังดีแล้ตำละเอียดด้วยครกหิน ตำช้า ๆอย่าเร่งอย่างตำน้ำพริกกะปิที่แม่ครัวเร่งอย่างสนุกมือ ที่เคยพานพบกัน
         ถ้าทำไม่ได้งี้! งั้นต้องซื้ออุปกรณ์คั่วอุปกรณ์บด/อุปกรณ์กลั่นชง และกระปุกสุญญากาศกันกลิ่
นกาแฟคั่วหนีหายและกันความชื้นที่ทำให้รสมันน่าเกลียดและจะจืดชืด
           ที่เมืองจินี้รสกาแฟของเขานี้มีการจดทะเบียนลิขสิทธิ์รสอีกด้วยและมีกฎหมายแบ่งเขตวันเวลาให้คนซื้อกาแฟนอกกินได้อีกด้วย
เนฟงง! ทันทีที่ซูกิกล่าวจบ เนฟคิดว่านี่เป็นเรื่องสิทธิในรัฐธรรมนูญของเขา
        ที่ละแวกชุมชนเดียวดายเปลี่ยวเปล่าแห่งนี้ มีหมา2-3ตัวกำลังหยอกล้อเล่นกัน
        แต่นี้ดูแล้วบางครัวเรือนมีปมแ
ปลกๆแสดงออกทางสายตาที่เขาเพ่งมามองมา ที่เนฟแขกผู้ไม่ได้ถูกรับเชิญมาในวันนี้
      ที่นี่มีขโมยตอนกลางคืน
มีการทรยศหักหลังกันมนกลุ่ม
มีปัญหาชีวิต  มีฆาตกรที่พ้นโทษแล้วแต่เขากินกาแฟดิบ ๆ เก่งคือเมล็ดสุกสีเชอร์รี่ กินแบยกระจ้อาใช้ฟันแทะแต่กระจ้อนกระรอกไม่กินเมล็ดกาแฟสุก ถ้าชะมดคงไม่มีเหลือ แต่ที่ทนี่ชะมดไม่มี
         ตาเคลมและเพื่อนมนชุมชน  เลี้ยงไก่เถื่อนไว้ แต่มีคนมาลักไข่ไก่เถื่อนๆของแกไป ที่นี่แพงมากหลายคนพอเห็นเนฟเดินเข้ามาในหมู่บ้าน.    
       ทุกคนคิดว่าเนฟมาหาซื้อไก่เถื่อน ที่จริงเนฟเพียงมาเที่ยว
       ไก่เถื่อนที่นี่ถือว่าเป็นเทพเจ้
าของเขาเขาไม่กิน
และห้ามใครที่นี่กิน
       ไก่เถื่อนทีนี่ ชุมชนมุมแปดศอก!ไก่ชนิดนี้มันเป็นเครื่องหมายของนาฬิกา
        คือมันจะขันตามเวลาและอากั
ปกิริยาของมันเพรียวมาก 
       ถ้าไม่ใช่มืออาชีพจริงจริงๆจะจับมันไม่ได้ แมวแครวทุกขนิดชิดซ้าย.     
        เขาจึงไปป่าล่ารังมัน เพื่อหาไข่ไก่เถื่อนแล้วมาให้แม่ไก่ชนที่ชุมชนแปดศอกฟัก หรือให่แม่ไก่ตะเภาฟักเป็นตัวต่อมาได้
        เขาจึงจะได้กไก่เถื่อนสมใจนึก
การฟักใช้เวลาเป็นแรมเดือน
ที่ชุมชนนี้เขาชอบและชอบปลูกผักกินเองเขาใช้ขึ้เถ้าเป็นปุ๋ยเขาไม่ใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลงทุกชนิด เขาไม่เคยซื้อผักกินเอง อยากจะกินอะไรก็ปลูกสิ่งนั้น เช่นผักชี ผักคึ่นฉ่าย
      วิธีปลูกของชุมชนแปดศอกไม่ยาก มีคือใจเย็นเป็นหลัก
       ถ้าเมล็ดมันไม่งอกหรือเมล็ดผักเก่าเก่าไปเขาใช้วิธีนำเมล็ดผักแช่น้ำอุ่นตากแห้งหรือและแช่น้ำเย็นค้างคืน

       และหาที่บ่มพักที่มีอุณหถูมิพอเหมาะไม่ร้อนเกินไม่เย็นเกิน
รดน้ำพอประมาณ ให้ถูกแสงแดดต่อวันพอเหมาะ
     หรือแบบ  ปลูกทิ้งๆไว้แล้วนานวันจึงแวะไปดู
    ที่ชุมชนแปดศอก  เขาทำกันแบบนี้ทุกครัวเรือน ไม่ว่างวันนั้นถ้าว่างจะแวะไปชุมชนสี่วาด้วยที่เขาปลูกเลี้ยงต้นไม้กินคน
    ชุมชนแปดศอกนี้มีอีกชื่อนึงว่าชุมชน"เอคคา""เป็นชุมชอันเก่าแก่ยิ่งของเมืองจิ มีอารยธรรมเป็นของตนเอง
    
         สำหรับเนฟถ้าจะดูดบุหรือ
ดูดกัญชา เนฟมีวินัยตนเอง
คือเวลาดูดเขาจะไม่ดูดแบบหืดเข้าควันกัญชาเข้าไปภายในร่างกาบให้ควันท่วมปอด แล้วส่งออกทางรูจมูกสองข้าง เพราะถ้าเนพรู้ว่าถ้าทำงั้น พิษกัญชาจะเข้ากระแสเลือด เนฟไม่ชอบหาทำ 
      เนฟพบว่าที่สำคัญเวลาสูบกัญชาแล้วขับรถจะ"หลับใน"ได้ ไม่รู้เป็นอะไร? เวลาดูดกัญชาแล้วคือมันแล้วหนังตาจะหย่อนตามมาเสมอ
   "  ถ้าไม่ทำตามนี้ " และเมื่อเนฟกลับเบลนดิสกี
      ตำรวจที่เบลนดิสกี จะตรวจเลือด
ถ้าตำรวจเบลนดิสกีพบว่าเนพมีกัญชาในกระแสเลือด
     เนพจะถูกตำรวจเบลนดิสกีคุมตัว
ไว้ที่สนามบินและหมอตำรวจจะรักษาเนพจนหายเป็นปกติกานคือไม่มีกัญชาในกระแสเลือดแล้ว
    ตำรวจเบลนดิสกีจึงปล่อยตัวคนเสพติดกัญชาที่เข้ากระแสเลือดไปทันทีต่อจากการรักษาเป็นกฎหมายที่เบล็นด์
    เนพกลัวอิสระภาพในชีวิตยิ่งกว่า
อะไรอื่นอีกในชีวิตนี้ จึงเชื่อกฎหมายดีกว่า

    เนพเมื่อมาวิจัยกัญชาและดูดมั่วสุมกับเพื่อนชื่อ"สูกิ"ตลอดเวลาการทำวิจัยกัญชาที่เมืองจินี้
    เนพไม่เคยใช้ช่อดอกสูบอย่างที่
สิงห์และเซียนกัญชาเรียกว่ากระเต็นมวนสูบ
   ที่คนติดกัญชานิยมมากในเมืองจิ
โบตินี้
    ต้นกัญชาเป็นพืชอายุสั้น
มีเพศเมีย มีขนอุยมาก
เพศผู้ ไม่มีขนออุย มีกระโปกสองตุ่มตามง่าม
และจรอุยนิดนึงตามง่ามกิ่ง
และกระเทยมีทั้งสองอย่างแต่น้อยจนสังเกตยาก
    ช่อดอกจะมีทุกเพศในช่อดอก
จะมีเมล็ด เพศเมียมีมากสุด  เมื่อออกกระเต็นแล้วอีกไม่นานกัญชาก็จะตาย
    กัญชามิใช่พืชกระถางสำหรับประดับแต่เป็นพืชที่ขึ้นได้ดีในป่าโปร่งดิบมีแสงอาทิตย์สลัว ๆ ทั้งวันบ้าง กัญชาจะขึ้นได้ดี กัญชาไม่ชอบน้ำมาก ตัวตั๊กแตนและหอยทากและจิ้งหรีดชอบกัดกินยอดเพสลาดใบต้นยอดตามลำดับของศัตรูกัญชาตีวยง
      เนพพบว่ากัญชาปลูกยากกว่าพืชเสพติดกระท่อม
ฉะนั่นกัญชาจึงแพง
กัญชาเป็นพืชถูกควบคุมเสียโดมากโดยสากล แบบฝิ่นแต่ทั้งสองอย่างนี้ใช้ประโยชน์ทางการแพทย์แผนโบราณมากที่เมืองจิๆปล่อยเสรีหมดแต่ห้ามส่งออกนอกเมืองจิเด็ดขาด
       คำประกาศ:  ส่วนสำหรับที่เมืองจิโบตินี้เสรีกัญชาในทุกกรณีแต่ห้ามผู้ใดหหรือใครๆนำนอกนอกประเทศ เหตุผล ไม่มีคำตอบจากคนในเมืองนี้ให้เนฟพอใจเลยและมีเอกสารแนบท้ายในบทบัญญัติของเขา
     คือทุกคนที่เนฟสัมภาษณ์เขาจะตอบว่า"ไม่รู้
เหมือนกัน"
  
           ต่อไป   เป็นเรื่องราวในบทความนี้   บทความนี้เกิดขึ้นมีอยู่จริงในหนังสือพิมพ์"เสียงชาวจิ" ฉบับเช้า
     เนฟอ่านพบและก็หัวเราะแล้วก็คิดต่อไปว่า:=
       คนที่นี่คงมีเแนวคิดดังนี้ คือคนคิดที่มีแนวคิดมโนธรรมที่มีดาษดื่นในโลกนี้เช่นกัน
      มิใช่มีแต่เนฟคือตนเองเท่านั้น ที่จะคิดแบบมีมโนธรรมบวกลบนี้ออกมาดังปรากฎในความเขียนททั้งหมดที่พบ
      ที่มีความคิดที่เดินสู่สังคมอันสงบและมีเสียงสงัดนี้อยู่คนเดียว
  อันที่จริง " เอว"เมียรักเป็นที่ปรึกษาได้ดีเมื่อเนฟคิดจะทำอะไร? แต่เนฟก็เกรงใจที่จะถามอะไรเธอ
     นอกจากความเป็นเมียที่เธอมีโดยชอบและเธอก็พอใจในความเป็นเราสองสามีภริยาที่ดีต่อกันตลอดมาด้วยดีหลังหมั้นและแต่งงาน
     " เท่านั้นพอ"
      สำหรับเนฟและ
ส่วนเอวก็ไม่ได้เสนอตัวว่าอะไรว่าอะไรที่ควรจะมีดีๆหรืออะไรที่ไม่ดีๆ.   
       แต่เอวเธอจะคล้อยตามผัวของเธอเป็นเสมอ
       เธอ!  ไม่เคย  ค้านต่อทัศนคติของผัวเนฟเลยนับจากการแต่งงานกันมา
     " แต่เธอจะอมยิ้มรับเสมอ"กับผัว
 นั่นคือคุณสมบัติในความเป็นเมียของเธอที่เนฟพบ
   
       เธอยิ้มรับ ให้เสมอเหมือนผัวคือเทพเจ้าอันอมตะของเธอ ที่เธอถือเป็นเทวรูปปั้นที่เธอเองต้องกราบไหว้และเธอต้องถือว่า'เป็น'
      คือ สิ่งที่เธอแสดงออกต่อผัวแบบนี้นั้น เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชีวิตนี้เสมอไป
    เนฟเคยสงสัยและอยากถามว่า
"ใครสอนเธอทำอย่างนี้กับผัวเธอ"
แต่เนฟฉุกคิดและสดุดหยุดอยู่"ไม่กล้าถาม!""
   
         ในทุกวาระที่ผัวเธอแสดงความคิดเห็นอะไรออกมา 
        นี่ที่เมืองจิ เป็นเรื่องราวในบทความหนึ่งนี้  
       มาที่กระเต็นของดอกกัญชา กร
ะเต็นคือชื่อของดอกกัญชา
ตอนที่มันโตจนมันแก่ใกล้จะตาย
จึงจะพบกระเต็น 
       น้อยคนจะเคยเห็นกระเต็นสดๆเว้นแต่คนปลูก และหมั่นดูแลเหมือนคนปลูกสวนผักพืชสวนครัวแบบโฮโดรโปนิกส์ เพื่อกินเองและเพื่อขายเท่านั้น
       กระเต็นคือช่อดอกของกัญชามันมีทั้งตัวเมียตัวผู้และต้นกระเทย
 แต่ต้นตัวเมียจะมีมากและชัดเจนกว่าถ้าจะหาดูกระเต็นของกัญชา
     
      และเมื่อดอกแก่จัดในกระเต็นมีช่อดอกที่มีเมล็ดที่จะนำไปปลูกได้
นำไปสูบได้ ขายก็ดีที่เมืองที่ตำรวจและกฎหมายไม่จับ "ที่เมืองจินี้แพง แม้เสรีกัญชา"
      หรือจะสกัดสารหลังจากการตากกนระเต็นให้แห้งสักระยะหนึ่ง
        คนเมืองจิที่หมู่บ้านเขา"คิคู""
เขานำรากแก้วมาดองเหล้าดีกรีสูงๆหรือเหล้าที่ต้มกลั่นได้เอง เพื่อไว้ดื่มเป็นยาบำรุงสมรรถนะทางเพศอีกด้วย ดองไว้กินเองแต่ไม่ขาย 
        นัยยะว่า ตา"เมดิ"คนนี้
เมื่อเมียสาวของแกนัดผัวอาเฮียที่เธอจะนอนร่วมเพศด้วยกันคืนไหนแกจะถูกเมียแกบังคับให้แกกินเหล้าดองรากกัญชานี้ก่อนหนึ่งแก้วชา มิฉะนั้นเมียสาวของแกจะโกรธ
     เมืองจิไม่มีนางโสเภณีเว้นโรงอาบอบนวดเยอะมาก ส่วนนวดชนิด"แฮปปี้แเอ็นดิ้ง"(happy ending) คือนวดแนวระนบด้วยเนฟไม่ได้ติดตาม


     อนึ่งคนที่เมืองจิหมู่บ้าน"เชนวน หรืออีกชื่อหนึ่งว่า"ชวนเน"นั่นเขามีกฎว่าทุกคนผู้ชายต้องฝังมุก ถามว่ามีฝังมุกเพื่ออะไร?
     ตา"เกวา" หัวเราะเมื่อถูกถามและแกตอบว่าไม่รู้
     แต่เขาเชื่อกันว่ามันคือสิ่งที่ทำให้คู่นอนมีความสุขเพิ่มขึ้น เพราะมุกที่ฝังไว้ที่ปลายอวัยวะเพศชายเเล้วขณะสอดเข้าไปมในรูของหญิงมันเป็นส่วนเกินที่จะไปถูไถอวัยวะเพศหญิงขณะนอนร่วมเพศกัน "ว่ากันงั้น"
แต่เนฟไม่สนใจสิ่งนี้

    กระเต็น!   
     โตและทำได้ยากมากและต้องใช้เวลากว่าคนปลูกกัญชารอกว่าจะได้ดอกเป็นกระเต็น (หอยทากชอบมากวนสงสัยมันมาขอสูบด้วยน่ะ! มันชอบเลื้อยมาตามลำต้นในเวลากลางคืนสัตว์ตัวนี้ คนเมืองจิเรียกมันว่าตัว'ผีตากละ')
     และที่สมบูรณ์เพราะมารคือพยาธิสภาพและแมงชอบมากัดกิน แม้ในกลางคืนจะมีมากมายหลายชนิด
     อันนี้เกิดกับต้นใบต้นกระท่อมอีกด้วย แม้ต้นยาสูบถึงแก้และกันแมลงมากวนได้
     แม้กระนั่นก็ยังไม่พร้อมเสมอว่าแก้และกันได้จริงแต่ทุเลาได้
       และผู้เสพอีกหลายชนิดที่พบที่เมืองจิ
             เนฟเน้นความมีชีวิตสมบูรณ์ ๆ คือการมีชีวิตติดดินได้แบบมีชีวิตแบบไม่มีการเติมเต็มด้วยผงชูรส
       คือชีวิตแบบกินดื่มแบบเพียวๆแต่ชั้นเยี่ยมในตัวมันเองเช่นได้กินน้ำบ่อบาดาลสะอาด
       เอาละ! ก็จะพามาเล่าให้ครูของเนฟฟังในเชิงวิจัยภาคสนาม  ที่ห้องประชุมสอบหัวข้อนิพนธ์ต่อไป
       แต่เนฟขอออกตัวว่าไม่มีความคิดเห็นตายตัวว่า"มันควรหรือไม่ควรจะอนุญาตใช้ได้เแบบสากลอาหา
ร"หรือไม่อันนี้แล้วแต่การศึกษาต่อยอดของนักวิชาการอื่นๆอีก ที่จะช่วยหาข้อยุติและตัดสินได้หรือไม่ได้ ต่อไปกับปัญหาที่มิใช่ปัญหาของกัญชากระท่อมฝิ่น ที่จะให้ถือว่าเป็นอาหารได้อย่างกาแฟจะได้หรือไม่เป็นแบบธรนมดาของ"สุขชีวินสมัยเป็น"
        
      ยังมีกัญชาชนิดอัดแท่ง ทำเป็นพิเศษ
     ฉะนั้นกระเต็นที่ปลูกแบบธรรมชาติ คนจึงนิยมทำมัน ปลูกมันและขายมันได้ราคาดี ราคางาม
       และที่บางกลุ่มปฏิเสธสิ่งนี้
ที่ยืนยันว่ามันอันตรตราย
      และแต่มันมีความเป็นสุดยอดของกัญชา"เซียนคยนหนึ่งชื่อ'มารูฮะราน'บอกมา" 
     ที่กระเต็นนี้เองที่คนชอบใช้สูบ
จะชอบและโปรดเป็นพิเศษก็ตรงจุดนี้ของกัญชา และการนำรากแก้วมันมาดองเหล้าดื่มก่อนนอนนี่เป็นเรื่องใหม่ที่เคยถูกปดปิด
        
        แต่เนฟเชื่อว่า
งานกวีพจน์ชิ้นสำคัญนี้ของโลกมิได้เกิดมาจากสารเสพติดอะไรหรอกแล้วทำแล้ว จึงเปล่ง"วจีพจน์" ได้บรรลือและอุโฆษได้
      เฉกเช่น เช่น ลำนำ คำกลอน ฉันท์ วรรณคดีอมตนิยายเป็นต้นว่าเป็นประดิษฐการ
ทางสมองสิงชั้นของคนมนุษย์ในระดับ2-3ชั้นที่มีสิ่งส่วนเหล่านี้ที่เรียกว่ากัญชานี้เป็นสื่อช่วยบันดาลให้เกิดเป็นอมตนิพนธ์ใดก็หาไม่
 
          ที่สิ่งดังกล่าว"กระเต็น"อาจทำให้เกิดจินตนาการที่มีรูปทรงอันล้ำลึกและเลอค่า 
       คนอ่านแล้วอ่านอีกอย่างไม่ประหม่าและจืดจาง
       คนอ่านติดใจในสำนวนจนคนรุ่นสมัยยุคต่อ ๆ มาติดใจมาก
     แต่เนฟเชื่อว่า ส่วนเกินของกวีนิพนธ์เหล่านี้เกิดจากอัจฉริยภาพด้านอื่นๆเฉพาะธาตุแท้ของกวีนินพนธ์ในตัวท่านนั้นๆเองเสีย
มากกว่า แบบผลุดขึ้นมาเอง"ที่เนฟเชื่อ" ว่ามันคือ"อัจฉริยะเทพ"
        อ้างถึงงานชิ้นหนึ่งเป็นตัวอย่าง
ที่เนฟได้มาและติดใจ และเนฟเห็นคนเขียนติดไว้ข้างฝา ไม้
       เพราะติดใจงานนี้เสียจริงๆ แต่หาได้มีเวลาไปพลิกดูเพิ่มที่รายละเอียดอื่นไม่
         ต่อมาก็อ่านอีกเพราะโน้ดที่ข้างฝาหัวนอนนั้น ดูๆแล้วมันยังไม่ลบออกไป แม้2ปีผ่านไป ด้วยความคงทนของสีชอลก์ขาว ข้าขอคารวะเจ้าชอก์ลขาวนั้นด้วย 
         และเนฟได้มารำพึงคิดถึงอปิโสด  (episode)และ(E P )อันนี้อีก
เนฟจึงอยากยกมาอ้างดูให้เป็นบทเทียบเคียงนี้ขึ้นว่า"อิทธิพลของกัญชาหรือสารเสพติดใดๆที่อมจจะมีต่ออารมณ์ทางสมองและจินตนาการของกวีนิพนธ์หรือไม่
       อาทิ เช่น เรื่องนี้ที่เนฟนำมารำลึกและพานมาอ่านพบอีกทีที่เมือง"จิ"ว่า
     

           " ยามชิงหมิงฝนพรำ
ดั่งหัวใจผู้รอนแรมร่ำไห้
ใคร่พักโรงเตี้ยมอยู่หนใด
เด็กเลี้ยงวัวไซร้
ชี้ปลายทางหมู่บ้านชิงฮวา"
(กวีราชวงศ์ถัง ค.ศ.893-852)


       งานอย่างนี้เป็นพรสวรรค์ของท่านผู้แต่งมิได้เกิดเพราะอาศัยยาเสพติดหรือเกิดเองจากธรรมชาติอันงดงามแห่งมโนธรรมจริงดั่งข้าขอ
โอกาสนึกเทียบเคียงไซร้ ที่ข้าขออภิวาทที่อาจจะสุดอภัยได้
หยั่งถึง
        คนถ้ากินยาเสพติด มันก็เหมือนคนกินกาแฟเข้าไปแล้วมิติแห่งวันมันดีขึ้นนั่นเองตามมาที่"เนฟเชื่อ"
    
        กรณีบทกวีข้างต้นสมัยราชวงศ์ถังนั่นแสดงว่า
         คนแต่ก่อนท่านมีสมองคิดสองชั้น คนอ่านพบแล้วตีความยาวเหยียดไปได้อีกมากมายล้นที่จะคณนานับได้
         นอกจากเนื้อหาตามที่ภาษาของท่านสื่อออกมาที่จึงมีชื่อมาถึงปัจจุบันได้นี้
       ไม่มีใครกล้าคิดที่จะทำลายฉันทลักษณะนี้ลงได้ฉะนั้น