วันจันทร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2566

ลอร์ดลิเทล9ใน เวบเด็กดี.คอม

    ลิเทล9(5658)

       "ปราสาทร้างจำนวนมากร้อยกว่าแห่งจำนวนที่ลอร์ดมิคานไปเสพมันมาด้วนตัณหาในปรัชญาที่มิใช่ตัณหาในเนื้อองผู้หญิง ที่คึกและพิโรธโดยปกติ และเมื่อลอร์ดมิคานงหลับสนิทลง ไม่เคยฝันเลยแม้สักนิดเดียวมีแต่ความสุขที่เกิดจากการหลับอย่างเดียวเป็นของขวัญทางใจให้กับตนเอง
 
        ปราสาทนั้นเหงาหงอยและแสนเงียบ ปกคลุมไปด้วยความวิเวกบางครั้ง วังเวงเหมือนมีปีศาจสถิตอยู่แต่ที่นั่นไม่มีเทวรูปคนปั้น ที่หลงเหลือหรือตกมอดมามีให้เห็น หรือว่าอาจจะมีแต่มิคานไม่ขวนขวายไปเซาะแซะดูอะไรนอกจากนอนหลับพักผ่อนกินอบู่พอสบายตัวเท่านั้นในช่วงใช้ชีวิตปรัชญาระหกระ้หนไปทั่วทุกมุมที่มีแรงบันดาลใจให้หรือจะพาไปเท่านั้น แต่พบว่าผ่านยุคสงครามมหาประลัยมาหลายต่อหลายครั้งรวม
ทั้งสงครามโลกด้วย ตัวปราสาทนี้อายุไม่ต่ำกว่า500ปีเห็นจะได้เหลือแก่นไม้โบราณและอิฐปูนฉาบแบบเก่าๆ พบมีลายสลักศิลปะลวดลาย
แบบคอรินเธียนส์ (ลวดลายรวงข้าวคือลวดลายที่ฉาบปูนสลักตั้งเป็นช่อๆ หยักๆตามโคนหัวเสา พื้นลายไม่เกลี้ยงเกลาแต่เป็นพื้นลายประดิษฐ์รวงข้าวบาร์เลย์ที่จะพบมีการกระทำด้วยจินตนาการของคนวาดภาพและสถาปนิกออกแบบโดยมากชนิดหนึ่ง)เล็กๆย้อยๆและตั้งรับกันดูสวยรื่นแตะตาดี

       นานๆจะเห็นเรือบินเร็วเหนือเสียงบินผ่านสูงมากเพราะตาของมิคานเห็นเป็นกระสวยจรวดพวยพุ่งเป็นขีดทางยาว  เป็นทางขาวๆ และมีลำตัวของเครื่องเรือบินที่สะท้อนด้วยแสงอาทิตย์สีส้มๆตกกระทบเห็นชัดว่านั่นมันคืออะไร มันบินเหนือเสียง มุ่งทิศทางเแาหมายแสนไกล 

       มันบินไปข้างหน้าดูเห็นภาพตัวเรือบินเล็กนิดดียว เพราะไกลมากบนท้องฟ้าใส  นานๆจะผ่านมาให้มิคานเห็นสักหนึ่งที  ตอนนั้นมิคานนอนในถุงนอนที่อบอุ่นอากาศเย็นมากตลอดเวลามิคานจึงต้องใข้ทุกนอน แม้มันจะไม่ใช้การผจญภัยชีวิตปรัชญาบนทวีปน้ำแข็งที่เขาทำกัน

       ที่ปราสาท"บริรุ"หรือ"บริเลรุ"นี้ไม่มีหนูแม้แต่ค้างคาวแต่มีนกมาบ้างในกลางวัน มี่นกสวยๆร้องเสียงเพราะๆบินมาบ้างประปราย แต่สิ่งที่มีมากคือตัวเรไร และตัวจักจั่น เจ้าสัตว์ปรกสองชนิดนี้ มันกรีดเสียงร้องตลอดคืนตลอดวันเลยทีเดียว บนต้นไม้ใหญ่ขนาด36นิ้วคนโอบรอบ 
          
        มิคานไม่รู้ว่มันเป็นต้นอะไร  ดูเหมือนว่าแมลงสัตว์ปีกดังกล่าว มันจะมีด้วยกันสองคณะ ทำเสียงร้อง คือคณะกลาวันและคณะกลางคืน ส่วนคณะกลางวันที่ได้ชื่ออย่างนั้น  เพราะเสียงมันเพี้ยนไปจากคณะกลางคืน กล่าวคือคณะกลางวันมันร้องเสียงคลอกับแสงตะวันนัวๆในเวลาแดดออกจัด มีเสียงหยุดสองสามวินาที

         แล้วกรีดเสียงเพลงร้องต่อ พร้อมกับเสียงแห่งสายลมอ่อนเย็นๆยะเยือกๆ  มาปะทะกับต้นไม้ที่ทำให้ใบไม้เหลืองปลิวไสวและร่วงหล่นจากขั้วลงมาทับถมหลังคาปราสวาทและถนนหน้าประสาท สองสามใบตลอดเวลาททั้งคืนททั้งวัน  จนมิคานมองเห็นใบไม้ที่ร่วงหล่นนั่นเป็นสีสันแห่งศิลปะอันแสนสวยสะดุดตา "นั่นคือสิ่งที่มิคานจำได้แม่น"

       มันเป็นปรากฏการณ์ยู่อย่างนี้ เป็นอยู่อย่างนี้ตลอดทั้งคืนทั้งวัน จะนับได้ทุกเวลาก็ว่าได้ อันนี้เป็นเรื่องจริง  บรรยายากาศแบบนี้มิใช่เรื่องนิยายที่ลอร์ดมิคานจะสร้างขึ้นมาโกหก และกุแต่งขึ้น
เพราะไม่มีประโยชน์ ถ้าลอร์ดมิคานคิดทำอย่างนั้น
 
       มาที่เรไรอีกครั้ง คือส่วนที่เป็นคณะที่ร้องในกลางคืนนั่นมันร้องเสียงนิ่ม ๆ ยาน ๆ โหยหวนยาวไปเรื่อยๆ มีสมาธิกว่าคณะที่ร้องในกลางวัน และลอร์ดมิคานพบว่า "มันไม่ค่อยมีจังหวะหยุด""
 เมื่อมิคานเงี่ยหูฟังดูดีๆเพราะเสียงมันต่างกัน
ด้วยประการะฉะนี้
      
       " ปราสาทลำดับที่หนึ่ง (The  First castle namely" B rIi l er u") นี้นั้นมันชื่อว่าปราสาท"บริรุ"มันตั่งอบู่หาางไกลจากทะเลเล็กน้อย แต่ที่คลองน้ำเค็มทะเลเเวะเข้ามาเป็นคลองขุดมาแล้วกว่าร้อยปีเพื่อให้เรือเดินสมุทรเข้ามาเทียบเป็นท่าห่สงไกลจากความเจริญมากคือเรือจะมาส่งเหล็กหลังถูกรีดแล้วคือมิใช่เหล็กดิบๆที่เห็นตามโรงถลุงเหล็ก

           และเรือบรรทุกสัมภาระของกินหลักๆชนิดฟุ่มเฟือยต่าง ๆ ที่ลำเลียงมาส่ง  เพราะที่อาณาบริเวณปราสาท"บริรุ"นี้เป็นเนินเขาสูงต่ำลดหลั่นกันไปมีต้นไม้น้อยมาก ส่วนชายฝั่งทะเลมีประภาคาร ที่นี่รถบรรทุกจึงเข้าใม่ค่อยสะดวกถึงจะเข้ามาก็ได้แต่เป็นไปได้อย่างช้าๆ เพราะมีถนนลาดชันและเคี้ยวคดตลอดเมือง  ส่วนพลเมืองและประชากรมีอาศัยอยู่แบบหนาแน่นเป็นหย่อมๆไป

       มีมุมที่ลอร์ดมิคานชอบมากคือมิคานสันนิษฐานว่าเป็นห้องอาหารเก่าๆของตัวปราสาท
ที่ไม่ค่อยได้จะได้ใช้ แม้ในสมัยที่ปราสาทนี้ยังมีชีวิตอยู่
"ใช่เลย" มิคานจำได้
       มันคือเป็นที่นอนที่ มิคานอุทานว่า
"เรานอนได้มันไม่ร้างอย่างที่คิด" มีคืนหนึ่งมีคนแปลกหน้ามาปลุก คนแปลกหน้านั้นมิใช่ตำรวจ
แต่เป็นพลเรือนคนแก่ในพื้นที่ปราสาทบริรุตั้งอยู่ดูเหมือนว่าเขามีฐานะอันจะกิน
      ก็คนนั่นแหละที่มิคานจะกล่าวถึงอยู่นี่นี้เอง
ที่มิคานเชื่อว่าจะเป็นคนๆเดียวกัน
      คือมีตอนเช้าตรู่วันหนึ่ง มีคนมาชวนไปนอน
ในคฤหาสน์ใต้กอบัวอันศักดิ์สิทธิ์ที่เขาให้ชื่อมันและที่นั่นมีสุนัขป่าเห่าหอน และแหงนมองแสงจันทร์ตตลอดเวลา " คนแก่คนนั่นบอก"
       เขามาทำนองว่าจะมาชวนลอร์ดมิคานไปนอนพักที่คฤหาสน์อีกหลัง แค่เขาไม่รู้ว่ามิคานเป็นลอร์ด เพราะมิคานเมื่อมาพักที่นั่นไม่เคยขโมยของมครเข้าร้านซื้อของจ่ายเงินเรียบร้อย
แต่ไม่ใช้ฟุ่มเฟือย กับเด็กสาวๆมิคานไม่เคยแตะ
แม้จะมีผู้หญิงสนใจมิคานเพื่อความสนุกสนานรื่นเริงทางเพศตามประสาวัยสะรุ่น แต่มิคานปฏิเสธปล่อยให้วัยรุ่นในท้องที่ทำหน้าที่พาเธอไปสงบสติอารมณ์แทนเป็นมรรยาทของมิคาน
ที่จะไม่ยุ่งกับคนต่างถิ่น และไม่สำรวมในเรื่องนี้
เพราะว่าเนี้ออ่อนถิ่นของใครๆก็ห่วงและหวงแบบ"หมาหวงก้างเป็นคติธรรมเนียมกันทั้งนั้น มิใช่เห็นแก่ตัวหรืออวดดีหรือถือตัว หรือทนงตัวว่าตนเองเกิดมามีโคตรเง่าเหล่ากอเป็นเลือดเจ้า
จึงหยิ่งยะโสและทนงตัว

       โอ้ย!เนื้อในของมิคานรึ ระดับตัณหาและความอยาก นั้นเทีบบได้คือ ถ้าหากบอกว่าโลกมีความหนาในความเป็นจริงจะวัดลึกได้ลงไปเท่าไหร่? คำถามฟิสิกส์ภูมิศาตร์  คำตอบคือได้เลยว่าทมันมีความลึกถ้าขุดลงไปคือ2,885กิโลเมตรลึกจากแผ่นดินที่เรายืนอยู่ เป็นตัณหาในตนเอง
นะ!มิใช่ลอน์ดมิคานไม่มีความใคร่

      "ลอร์ดมิคานชอบในเรื่องเนื้ออ่อน เรื่องเนื้อหนังมังสาของเพศฝ่ายตรงข้ามย่างยิ่งและเป็นยอดปราถนา แต่มโนธรรมมันกั้นขวางไว้
จึงขอจบลงด้วยคำว่า"ไท่กล้ละเใดคุณเธอททั้งหลาย เว้นแต่เป็นคสามประสงค์ของพระผู้เป็นแห่งเทพจ้าอันบริสุทธ์
         หากลอร์ดมิคานเองคือว่าตนเองจะได้มีโอกาส" แต่นี่มันเป็นเรื่องที่น่าไม่อายที่จะพูด และลอร์ดมิคานเองไม่ถนัดเอาเสียจริงเป็นช้อสรุปและพอดีมันไม่ถูกจังหวะ  และอีกทั้งไม่ค่อยจะถูกกาลเวลา และเป็นที่เหมาะสม หรือว่าเรียนหนังสสือมามาก  แต่อ่อนเลขและอ่อนวิทยาศาสตร์ชีวะวิทยาทางเพศ แต่ทว่าแม้กระนั้น  การสำรวมในเรื่องเพศวิถีและเพศภาวะใสสนทนานั้นเป็นสันดานที่ต้องระวังอย่างยิ่งยวดของลอร์ดมิคาน
"ลอร์ดมิคานคิด" 

        และสิ่งสำคัญตนเองเป็นคนมีเลือดขุนนาง  แม้จะสมมุติโมเมเอาแยต่ว่ามันมีอยู่เป็นเชื้อไข
แต่ไม่ใช่อยากเป็น แต่มันเกิดมาเป็น  จึงไม่รู้ว่าะทำงัยดีถ้าพวกทาสและสาทัญชนจะอยากอิจฉา
แต่ความมีมโนธรรมของทุกชีวิตอย่างแข็งขัน มันจะทำคนให้เป็นขุนนางและเป็นเจ้าได้เหมือนกัน
เหมือนการเป็นพระพรหมในศาสนาหนึ่ง เมื่ออยากจะตีความ ให้เเห็นเป็นสัจนิยม(ความจริงตามที่ปรากฏ)ดั่วอสดงให้เห็นว่า "ใบไม้ที่แก่และสุกงอมจนเหลืองแก่แล้วที่ร่วงหล่นจากต้นไม้นั้นมันต้องหล่นลงมาจากขั้วของต้นไม้เท่านั้น




        ลอร์ดมิคานจึงไม่คิดยุ่งกับพวกทาสอีกด้วยต่างหากเพราะเหตุดังที่กล่าวมาแล้วนี้หนึ่งประการ
       หรือแม้แต่จะกระทำกับพวกบรรดาราชนิกุลกลุ่มเลือดขุนนางด้วนกันเอง ลอร์ดมิคานก็ไม่ค่อยชอบและสำรวมเป็นหลักชีวิตอยู่แล้ว
        มัน ไม่ต้องมีใครหรือโรงเรียนใดมาเสี้ยมสอนและฝึกปรือบอกสอนมาก่อนในเรื่องนี้สำหรับมิคานผู้หงอยเหงา แต่มันเป็นธรรมขาติของคนที่มีเลือดเจ้าเลือดขุนนางมาก่อน "ถ้าเห็นจะเป็น""
        แต่เรื่องผู้หญิงส่วนภายในในความเป็นมนุษย์ของลอร์ดมิคานเองนั่น จะมีความรู้สึกทางเพศและความพึงพอใจในเรื่องนี้ดีเป็นปกติ ขออย่าได้เข้าใจผิดและขอวิงวอนให้สิ่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวงอย่าได้พาลเข้าใจผิดไป
     
        เนื้ออ่อนๆนิ่มๆของหญิงพรหมจรรย์  โอ้ย!ลอร์ดมิคานนั้นชอบมาก แต่นั่นแหละเป็นมนุษย์จะคิดพรากพรรหมจรรย์ของสตรีเพศ ในสิ่งนี้ไป
คนทุกคนมนุษย์มันต้องรับผิดชอบ  และต้องสำรวมเพราะมันมีความเจ็บปวดเกิดขึ้นกับสตรีเพศ

          "ลอร์ดมิคานขออนุญาตจากความกักขฬะแห่งจิตของใครบางคนที่บังเอิญสะดุดไปจงได้มีจิตสำนึก" เพื่อโลกจะได้เบ่งบาน







"
.....

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น